Haveniverse View my profile

The Tom Milsom's Dilemma

posted on 12 Mar 2014 10:19 by haveniverse in Diary-Dictionary directory Entertainment, Diary
ยังคิดเรื่องของ Woody Allen ไม่ทันจบก็มีเรื่อง Tom Milsom เข้ามาให้คิดอีกแล้ว
 
คนสองคนนี้มีความคล้ายคลึงกันในส่วนไหน รนอกจากที่ว่าพวกเขาเป็นศิลปินที่ตัวเจ้าของบล็อกชื่นชมเอาเสียมาก? คำตอบก็คือพวกเขาทั้งสองถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ล่วงละเมิดผู้เยาว์กันทั้งสองคน
 
เมื่อคืน โมคิดว่าด้วยความที่ตัวเองได้โพสอะไรไปนิดๆหน่อยๆแล้ว กอปรกับความที่ช่วงนี้ยุ่งมาก กว่าจะได้มาเขียนอะไรลงบล็อกอีกครั้งคงเป็นเวลาอีกสักพัก แต่เมื่อได้อ่านข่าวการกล่าวหาเกี่ยวกับทอม มิลซัมเมื่อเช้านี้ โมก็คิดว่ามันถึงเวลาสักทีที่จะต้องมาสกัดความคิดความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ออกมาให้เป็นเรื่องเป็นราว
 
ในบทความนี้ โมจะไม่พูดเกี่ยวกับตัวข่าวว่าผู้ถูกกล่าวหาทำผิดจริงหรือไม่ และจะไม่ถกเช่นกันถึงระดับความร้ายแรงของการกระทำ
 
แต่โมจะมาพูดถึงเรื่องไดเลมมา
 
มันคงจะป็นเรื่องที่แย้งไม่ได้ว่าที่ผ่านมานี้เราได้ยินข่าวศิลปินและคนดังหลากหลายกระทำความผิดในแนวที่วิปลาสมากมายนัก ข่าวเหล่าจะถูกประโคมให้ลุกพือมากกว่าเวลาที่บุคคลทั่วกระทำความผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ไม่แปลกและเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ในเมื่อศิลปินเหล่านั้นคือผู้ที่ใครหลายคนทั้งบูชาและหลงใหล พวกเขาเหล่านั้นมีอำนาจที่จะชักจูงและเปลี่ยนความคิด ความรู้สึกผิดชอบของสังคมส่วนใหญ่ให้กลายเป็นไร้เหตุผลเพราะความเทิดทูนที่มีอยู่ในตัว
 
เมื่อถึงเวลาที่มีข่าวเช่นนี้ออกมา เหล่าผู้ชื่นชมผลงานของผู้ทำผิดก็มักจะแบ่งออกเป็นสองประเภท ฝ่ายที่ยังยืนยันที่จะสนับสนุนผลงานของผู้ทำผิดต่อไป และฝ่ายที่ตัดสินใจตัดตัวเองของจากโลกของศิลปินผู้นั้นอย่างไร้เยื่อใย
 
โมเป็นประเภทที่สาม ฝ่ายที่นั่งขบคิดเกี่ยวกับไดเลมมาจนหัวแทบแตก จนแล้วจนรอดยังตัดสินใจอะไรไม่ได้เสียที
 
แน่นอนที่สุดว่าในความคิดของเราแล้ว เรารู้ว่าความสามารถของคนแต่ละคนนั้นไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างไว้แก้ต่างให้กับการการทำของพวกเขาได้ เรารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำลงไปมันผิดอย่างไม่น่าให้อภัย แต่คำถามชวนหนักใจที่คนประเภทที่สามเหล่านี้ต้องเผชิญคือ ในเมื่อพวกเขาทำผิดแล้ว เราจะยังสามารถเสพความสร้างสรรค์ของพวกเขาต่อได้หรือไม่? หากเราทำเช่นนั้น มันจะแปลว่าเราเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้สึกเห็นใจต่อเหยื่อ หรือทำให้เราเป็นมนุษย์น้อยลงหรือเปล่า?
 
เพราะอย่างไรก็ตาม ในโลกนี้ก็มีประเภทของหนังสือจำเพาะไว้ให้ผู้ที่เคยทำผิดแล้วถูกจับเข้าคุกไป ออกมาเขียนประวัติอันโชกโชนของตนให้คนนับล้านได้อ่านอยู่นี่
 
เรา ในฐานะผู้เสพสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์ หนังสือ กลอน หรือดนตรี ควรจะทำอย่างไรหากผู้สร้างสรรค์เหล่านี้ได้ทำการกระทำที่ถูกประนามไว้ว่าต่ำเป็นสัตว์เดรัจฉาน
 
ตัวเลือกที่หนึ่งก็คือเราอาจจะเลือกที่จะแยกผลงานของผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิด ออกมาจากอาชญากรรมที่พวกเขาได้ก่อ คำกล่าวที่ว่า"แยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว"อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่มันก็ยังสามารถนำมาใช้เป็นความคิดนำทางได้ 
 
มันเป็นไปได้ไหมที่คนเราจะเพลิดเพลินไปกับผลงานของผู้กระทำผิด ในขณะเดียวกันก็ออกปากว่าว่าการกระทำของพวกเขาช่างน่าละอายเพียงไร เพราะจะสามารถอ่านหนังสือที่เขียนออกมาโดยฆาตกรอย่างสนุกสนานแล้วสาปแช่งให้ผู้เขียนไปลงนรกในเวลาเดียวกันได้หรือเปล่า? การที่เรายังคงมีส่วนร่วมกับผลงานของพวกเขาจะทำให้ความไม่พอใจของเราดูลดน้อยลงไปหรือไม่? หรือว่าเราควรจะทาทุกอย่างแยกเป็นสีขาว-ดำ แล้วตัดสินใจสนุบสนุนทั้งผลงานและการกระทำของผู้ทำผิดเหล่านั้นไปเสียเลย?
 
หรือ
 
เราควรจะเบือนหน้าออกห่างการสร้างสรรค์ทุกอย่างของพวกเขา ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวใดๆอีกเลย เพื่อที่จะประกาศกับโลกทั้งโลกว่าเราไม่เป็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำลงไป ในเมื่อท้ายสุดแล้วชีวิตและทางเลือกที่ศิลปินพวกนั้นได้ผ่านมาจะกลายเป็นตัวตนของเขา และเป็นบรรทัดฐานที่พวกเขาจะแปรให้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับผลงานทุกชิ้นที่ผลิตออกมา
 
โมเองก็เป็นนักเขียน ถึงแม้โมจะไม่ต้องออกไปหาสมองมนุษย์ออกมารับประทานเพื่อที่ตนจะสามารถเขียนเรื่องราวของด็กเตอร์เล็กเตอร์ได้ แต่โมก็รู้ว่าแรงบันดาลใจและประสบการณ์ชีวิต อารมณ์ต่อสิ่งที่เราจะประดิษฐ์นั่นสำคัญเพียงไร มันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
 
ดังนั้นเรา ในฐานะของผู้เสพสื่อ ควรจะทอดทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นตัวตนของผู้สร้าง เพื่อที่จะหยุดแสดงความสนับสนุนต่อเขา การกระทำของเขา และงานของเขาหรือไม่?
 
หากทำเช่นนั้นเช่นนั้น จะแปลว่าเราได้ติดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าต่อจากนี้ไปจนตลอดชีวิต เราจะเนรเทศตัวเองออกจากโลกที่พวกเขาได้สรรสร้างขึ้นมาให้เราเสพ โลกที่แสนจะสวยงาม
 
ไม่น่าเสียดายหรือ?
 
แต่เราก็ไม่อยากจะอยู่ข้างเดียวกับนักข่มขืนหรือพวกโรคจิตที่กระทำชำเราเด็กๆเหมือนกันนี่นา
 
ถามตัวเองว่าเราควรจะเลือกเดินทางไปบนถนนสายไหนระหว่างสองสายนี้ สำหรับโมแล้วมันก็เหมือนกับจะถาม ว่าสมมุติว่าเรารู้จักผู้ผลิตหนังสนัฟ (Snuff Film) ที่ทำออกมาได้อย่างงดงามเป็นศิลป์ที่สุด และเราก็รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นเป็นคนดี คนน่ารัก เราควรจะส่งเสริมอาชีพที่หยาบช้าผิดมนุษย์ของเขาไหม
 
โลกเราประกอบขึ้นมาด้วยคนหลายประเภท และเพราะอย่างนั้นมันถึงได้เป็นโลก แต่ความหลากหลายในประเภทนี้เป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่หรือไม่? โมมีความคิดหลายอย่างเกี่ยวกับหัวข้อนี้ แต่คงต้องยกไปพูดในบทความแยกในภายหลัง
 
เพื่อนที่โมรักมากคนหนึ่งใจดีพอที่จะเสนอความคิดหนึ่งเพ็นนีมาให้กับเรื่องนี้ เขาบอกว่า"หากจะตัดปัญหาไปไม่ให้คิดมากกับเรื่องดังกล่าว คนเราไม่ควรจะมีไอดอลตั้งแต่แรกแล้ว หมายความว่า เราไม่ควรจะทำให้ความผูกพันระหว่างศิลปินกับผู้เสพนั้นแน่นหนา ขนาดที่ทำให้การตัดสินใจของเรารู้สึกไม่แน่นอนในเวลาที่เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เราควรจะมองศิลปะในแนวที่ว่า ภาพเขียนชิ้นนี้เป็นภาพที่สวยงาม ไม่ว่าจิตกรจะเป็นคนอย่างไรก็ไม่สมควรจะทำให้ความจริงข้อนั้นเปลี่ยน
 
...แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมองความรุนแรงของสถานการณ์ด้วยนั้นแหละ"
 
โมคิดว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่น่าสนใจ เพราะตัวโมเองก็ใช้ตรรกะข้อนี้มาบ่อยครั้งเหมือนกัน ตัวอย่างที่ไม่รุนแรงหน่อยก็คงจะได้แก่ "ใครจะสนว่าเฮมมิ่งเวย์เป็นคนติดเหล้า" หรือ "มันจะทำไมหากจอห์น ดอนน์นั้นเหยียดเดียดฉันท์เพศหญิง"
 
แต่สำหรับโมแล้ว คนเหล่านั้นเป็นคนที่มาจากอดีต การกระทำของพวกเขาได้กระทำลงไปแล้ว ความไม่พอใจของโมจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่คนพวกนี้ล่ะ เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้มันเกิดในยุค(*โลก)ของเรา และความจริงข้อนั้นก็ทำให้มันยากที่จะพยายามใส่ตรรกะเดียวกันไปในสมการ
 
หนังสือเรื่อง The Pig That Wants To Be Eaten ในบท Evil Genius ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ได้กล่าวถึงหนังเรื่อง De Puta Madre ไว้ว่า "หนังเรื่องนี้เป็นทั้งศิลปะภาพยนต์ขั้นสูงและความน่าอดสูในด้านศีลธรรม เราสามารถจะชื่นชมมันได้เพราะคุณลักษณะข้อแรก และเกลียดมันสำหรับข้อถัดมา"
 
บางทีโมอาจจะต้องเปิดกว้างให้กับด้าน sociopath อ่อนๆของตัวเอง และตัดใจดื่มด่ำไปกับผลงานศิลปะ ตัดขาดความงดงามในส่วนนั้นออกจากผู้สร้างของมัน?
 
หากคิดมากไปกว่านี้ โมก็กลัวว่าหัวของตัวเองคงจะระเบิด คงต้องขอหยุดไว้แค่นี้ก่อนค่ะ
 
 
 
 
(คำพูดในตอนแรกของเพื่อนของโมที่ว่า คนเราไม่ควรจะมีไอดอลตั้งแต่แรกแล้ว นั้นช่างน่าสนใจ เป็นประโยคที่เปิดกว้างให้คำถามหลากหลายเลยทีเดียว การกระทำเช่นนั้นมันเป็นไปได้หรือไม่? ไม่ต้องพูดถึงดาราหรือคนดัง แค่ตอนเราเกิดมาในช่วงแรกของชีวิตเราก็ได้เลือกพ่อแม่ของตนเป็นไอดอลโดยอัติโนมัติไปแล้ว มันเป็นไปได้จริงหรือ ที่จะให้มนุษย์ปลีกตัวเองออกจากการโน้มน้าวทั้งหมดรอบตัว? ในเมื่อในอดีตเราเองก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ และผลของแรงบันดาลใจนั้นก็ถูกส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นในเชิงการชื่นชม ในวิธีที่คนเราคิดให้ผู้ที่มาก่อนกลายมาเป็นไอดอล มันเป็นไปได้จริงหรือไม่ที่มนุษย์จะใช้จินตนาการบริสุทธิ์ที่มาจากตัวเองเป็นฐานความคิด? และถ้านั่นเป็นไปได้จริง มันจะน่าเบื่อไหม?
 
หากคิดมากไปกว่านี้ก็กลัวหัวจะระเบิดเสียจริงๆ)
 
 
 
ป.ล. penny for your thoughts, คิดยังไงกันบ้างคะ?
 
ป.ล.ล. เวลาความคิดในหัวของโมแล่นเร็วเกินไป โมจะเขียนออกมาในภาษาอังกฤษก่อนที่จะแปลกลับเป็นภาษาไทยเพื่อที่จะมาลงในบล็อก ซึ่งอาจจะทำให้คำพูดในบางตอนฟังดูกระอักกระอ่วนเข้าใจยาก โมต้องขออภัยในส่วนนั้น และขอให้บอกกันนะคะ จะได้กลับมาแก้ให้และปรับปรุงในเวลาต่อไปอะไรประมาณนั้นแหละ

Comment

Comment:

Tweet