Haveniverse View my profile

[Fanfiction: Skyfall] Schrödinger's Silva

posted on 18 Mar 2014 01:03 by haveniverse in Fanfiction directory Fiction
*จะกลับมาแก้คำผิด ลบความมึน เพิ่มแท็ก etc พรุ่งนี้เช้า เขียนรวดเดียวจบอีกแล้ว (พักหลังเนี้ยบ่อยนะ)
 
คนอ่านคะ.... โมขอโทษ
 
 
 
 
"สรุปว่า..." บอนด์ได้ยินเสียงที่ยังไม่ใคร่จะคุ้นชิ้นลากขึ้นเอื่อยๆมาจากข้างหลังเขา ก่อนที่จะเห็น Q เดินทอดน่องมาหยุดอยู่ข้างๆตัวเองราวกับว่าเด็กหนุ่มเพียงแค่ผ่านมาโดยบังเอิญ ราวกับว่าออฟฟิศของเจ้าเด็กนี้มันอยู่ไม่ได้อยู้ไกลจากห้องที่เขาอยู่ไปเป็นโยชน์ "...เราจับซิลวาได้แล้ว และทั้งหมดเป็นความดีความชอบของแผนก Q ใช่ไหม?"
 
กวนต...
 
"ถ้านายอยากจะได้เงินเดือนเพิ่ม หรืออยากให้คนเกาคางชื่นชม, มันคงจะดีกว่าถ้านายเดินเลยห้องนี้ตรงไปคุยกับ M" บอนด์บึ้งหน้า ลากทั้งร่างสะบักสะบอมของตัวเองและร่างหมดสติของซิลวาที่พาดอยู่บนหัวไหล่มุ่งไปยังตัว'ห้องขัง' โดยมี Q เดินลากเท้าตามมาอย่างเรื่อยๆ ภาษากายบ่งบอกว่าเจ้าตัวไม่มีความคิดจะหยิบยื่นความช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้นให้กับ 007 และสัมภาระบนไหล่ของเขา
 
ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กนี่จะช่วยอะไรเขาได้ถ้าคิดอยากจะช่วย- ตัวผอมเหมือนต้นถั่วงอกขาดน้ำอย่างนั้น ตั้งแต่ตอนที่ได้พบกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้ บอนด์ก็อดไม่ได้ที่จะสงสัยเสียจริงจังว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าของเขาเคยออกไปเห็นพระอาทิตย์ข้างนอกบ้างรึเปล่า
 
หรือว่าไอ้เด็กผอมกะหร่องนี่รู้จักคำว่าอาหารไหม
 
ถึงอย่างไรมันก็ไม่ใช่เรื่องของเขาอยู่ดี...
 
"ผมก็แค่พูดเป็นตัวเปิดบทสนทนา" น้ำเสียงของ Q ดังขึ้นอีกครั้ง ฟังดูแห้งผากประชดประชันเสียจนบอนด์แทบจะกลอกตาประชดกลับไปให้ได้ ถ้ามันจะไม่ทำให้เขาดูเหมือนคนแก่ลดอายุลงไปทะเลาะกับเด็กมากจนเกินไป "ต้องขอโทษด้วยถ้าคำพูดของผมมันทำร้ายความมั่นใจของคุณให้บอบช้ำ"
 
อุณภูมิในห้องดูราวกับเพิ่มขึ้นประมาณห้าองศาทันทีที่ประโยคคำพูดของผู้ที่อายุน้อยกว่าหลุดออกจากปาก บอนด์ชะงักฝีเท้าของเขา หันไปจ้องตาวิบวับกับ Quartermaster ของตนด้วยกริยาที่ผู้เฝ้าสังเกตจากนอกสังเวียนอาจจะกล่าวได้ว่าช่างน่าเอ็นดูอย่างประหลาด... น่าเอ็นดูเหมือนเด็กอนุบาลสองคนทะเลาะแย่งกันเป็นคนโปรดของคุณครู ถึงแม้ 007 จะคิดไม่อยากลดอายุของตนลงไปทะเลาะกับเด็ก ความตั้งใจนั้นก็ล้มครืนลงไปเสียแล้วภายในเวลาสามสิบวินาทีไม่ขาดไม่เกิน
 
นี่เป็นเพียงภารกิจแรกที่บอนด์ได้ทำงานกับหัวหน้าหน่วย Q คนใหม่ และเขาก็แสดงท่าทีหมั่นไส้อีกฝ่ายอย่างออกนอกหน้า เด็กอวดดีอีกคนก็ดูจะหงุดหงิดไม่แพ้กันกับอีโก้(หรือชื่อเสียง?)ของเอเจนต์ในความคุ้มครองของตน เมื่อประเมินจากดีกรีความดุดันของการแข่งจ้องตาของเด็กโข่งทั้งสองแล้ว การเชือดเฉือนด้วยวาจาในยกต่อมาคงจะเริ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหากทั้งสองไม่ถูกขัดขึ้นมาด้วยเสียงๆหนึ่งเสียก่อน
 
"บอส! เราจับตัวร้ายได้แล้วใช่ไหม?"
 
อา... สองเสียต่างหากล่ะ
 
"Allons-y!"
 
ไม่สิ... สาม
 
"พระเจ้า! นั้นมัน 007 ใช้ไหม? หน้าตาดีเหมือนที่ได้ยินมาจริงๆด้วย ฉันจะเป็นลม ดูกล้ามของเขาสิ! นัยน์ตาสีฟ้าไร้วิญญาณคู่นั้น... แถมยังหน้าเปื้อนเลือดเซ็กซี่นั่นอีก... ฉัน... ฉันไม่..."
 
และเสียงที่สี่, ห้า, หก และเจ็ดคงจะตามมาอีก ถ้า Q ไม่ได้หันไปส่งสายตาตักเตือนเหล่ามิเนียนที่กำลังเทกันเข้ามาทางประตูเป็นกลุ่มใหญ่ สายตานิ่งๆของ Q นั้นทำให้กลุ่มข้าราชการลับที่ดูเผินๆเหมือนพวกเนิร์ดเด็กมหาลัยเงียบกริบลงอย่างพร้อมเพรียงราวกับโทรทัศน์ที่ถูกดูดเสียง ถึงแม้นัยน์ตาหลังเลนส์แว่นคู่นั้นดูจะแฝงความเอ็นดูมากกว่าจะดุว่าจริงจังก็ตาม
 
"เอาล่ะ" Q แสร้งถอนหายใจ หันกลับมาสบตากับบอนด์อีกครั้ง "ต้องขอโทษเรื่องลูกน้องของผมด้วย แต่ในเมื่อผมจัดการเรื่องตรงนั้นไปเรียบร้อยแล้ว เรากลับมาคุยเรื่องงานกันดีกว่า"
 
บอนด์ไม่คิดจะยอมรับว่าเขาอยากจะส่งเสียงหึ ในลำคอตอบเสียเต็มแก่ แต่แทนที่จะทำอย่างนั้นเขากลับลากร่างของซิลวาไปยังจุดหมายด้วยท่าทีไม่สนใจ
 
"บอกผมหน่อย" Q ยังคงไม่ยอมแพ้ เดินตามมาติดๆราวกับไม่เห็นความไม่ต้องการจะสานต่อบทสนทนาของอีกฝ่าย "นอกจากความต้องการที่ทำตัวดูหรูหราไร้สาระ มีความจำเป็นอื่นใดอีกไหมที่ทำให้เราต้องมาจับตัวผู้ร้ายยัดใส่เข้าไปในกรงขังที่ทำมาจากแก้ว" บอนด์สาบานได้ว่าเขาได้ยินเสียง Q เลิกคิ้ว "จริงๆเถอะ เราไม่ได้อยู่ในภาพยนต์สายลับนะ, 007, มันอาจจะดีกว่าถ้าเราเลือกความมีประสิทธิภาพแทนที่จะเลือกสิ่งวิบวับเป็นกระกาย" และเขาก็ได้ยินเสียงเส้นความอดทนของตัวเองขาดผึงเหมือนกัน
 
"วัสดุที่ใช้ไม่ใช่แก้วธรรมดา"
 
"ผมรู้" Q โต้กลับเสียงเฉียบขาด ดูจะหมดความอดทนในที่สุด "เพราะแผนกผมเป็นคนพัฒนามันขึ้นมาเอง ดูเหมือนว่าคุณจะไม่รู้เรื่องนี้ เราได้แรงบันดาลใจมาจากการเรียงตัวของโมเลกุลของคาร์บิน- เป็นสิ่งที่พูดง่ายในทางทฤษฏี แต่ทำยากชนิดที่เอเจนต์ภาคสนามอย่างคุณคงแม้แต่เริ่มจะจินตนาการก็ไม่ได้"
 
"ทฤษฏียากมากก็แปลว่าทำพลาดง่าย เริ่มไม่มั่นใจผลงานของตัวเองขึ้นมาแล้วรึไง?"
 
"ผมมั่นใจขนาดที่ผมเอามันไปเสนอให้ M ดูด้วยตัวเอง, 007" Q ตอบเย็นๆ "ซึ่งผมคงจะไม่ทำถ้าผมรู้ว่ามันจะถูกนำมาใช้ทำเป็นกรงขัง" น้ำเสียงสุดท้ายของ Q ดังขึ้นจนแทบจะเป็นการตะโกน ซึ่งบอนด์เองก็ไม่รู้สาเหตุตื้นลึกหนาบางว่าทำไมเจ้าเนิร์ดตรงหน้าของเขาถึงได้ดูหัวเสียกับเรื่องนี้นัก
 
แต่มันทำให้เขารู้สึกสะใจอย่างประหลาด
 
หึ
 
"มีปัญหาอะไรกับห้องขังของฉันรึไง, Q?" เสียงของราชินีผู้ครอง MI6 ดังขึ้นมาข้างหลังของเขาสองคนก่อนที่ Q จะมีโอกาสได้ฟูมฟายไปมากกว่านั้น M เดินเข้ามาในห้องก่อเสียงสะอึกอันพร้อมเพรียงของพวกมิเนียนให้ดังขึ้นในฉากหลัง ...ด้วยความที่นึกเสียวไส้แทนเจ้านายของตัวเอง
 
แต่ Q กลับดูไม่ใส่ใจ
 
"เปล่าครับ" เสียงเด็กหนุ่มพูดตอบผู้มียศสูงกว่าอย่างเปี่ยมไปด้วยความเคารพ พร้อมกับบังคับให้อีกฝ่ายรับฟังความเห็นอย่างสุภาพทำให้บอนด์อดไม่ได้ที่จะประทับใจ เด็กใหม่ตรงหน้าของเขาดูจะไม่มีปัญหาใดๆกับการท้าทายอำนาจเบื้องบน แต่ยังรู้จักแฝงความเคารพไว้ไม่ให้ตนดูอวดดีจนเกินไป เป็นสัญชาตญาณที่ดี บอนด์เริ่มจะไม่แปลกใจที่ Q ได้รับชื่อย่อตำแหน่งของตนทั้งที่อายุเพียงเท่านี้ "ผมเพียงแต่ไม่คิดว่าการเอาตัวราอูล ซิลวาเข้าไปขังไว้ในโหลแก้วนั่นจะเป็นความคิดที่ดีเท่าไหร่"
 
M เพียงไม่พูดอะไร แต่มอง Q เป็นการอนุญาติให้เด็กหนุ่มพูดต่อ
 
"ผมได้เรียนรู้มาจากเหตุการ์จำลองที่เชื่อถือได้หลายตัวอย่าง" Khan... Loki... Poison Ivy... Hannibal Lecter... Thirteen Ghosts... Magneto... Dr. Evil... เสียงซุบซิบจากพวกมิเนียนในฉากหลังดังเข้ามากระทบหูของบอนด์ เขาก็มั่นใจว่าเขาไม่รู้จริงๆว่าพวกนักวิทยาศาสตร์สติเฟื้องกับวิศวะสติแตกแผนก Q กำลังพูดถึงอะไร และดูจากสีหน้าของ M แล้ว, เธอเองก็ไม่รู้เช่นกัน "ว่าการนำผู้ร้ายเข้าไปคุมขังไว้ในสถานที่ที่อนุญาตให้มีการติดต่อกับโลกภายนอกได้ เป็นความคิดที่...แย่ คนร้ายพวกนี้มีสติปัญญาสูง มีความสามารถที่จะพูดโน้มน้าว ขอความเห็นใจหรือไม่ก็โจมตีจุดอ่อน- และขมขู่ผู้คุมขังได้ ความเสี่ยงในข้อนี้อาจจะบานปลายไปเป็นการแปรพักต์ของคนของเราได้
 
ช่องทางการสื่อสารระหว่างผู้คุมขังกับผู้ถูกคุมขังอาจจะทำให้ผู้ถูกคุมขังรู้สึกเป็นต่อได้เช่นกัน เขาจะรู้สึกว่าเขามีฐานะอยู่ในระดับเดียวกับเรา ซึ่งในสงครามทางจิตวิทยาแล้วนี่เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง
 
ถ้าจะให้ดี ในเวลาสงครามเช่นนี้เราควรจะแสดงถึงอำนาจของเราที่มีเหนือเขาให้เต็มที่ไปเลยดีกว่า อย่าให้เขาพูดหรือได้รับการติดต่อจากโลกภายนอก แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นเชลยของเรา และเขาจะได้รับอิสระใดๆก็ต่อเมื่อเราอนุญาตเท่านั้น มันจะเป็นการสั่นประสาทและคลอนความมั่นใจ ยับยั้งความตั้งใจที่จะหลบหนีของผู้ถูกจับไปในเวลาเดียวกัน"
 
Q ร่ายเหตุผลทั้งหมดนี้อย่างราบเรียบไม่ติดขัดราวกับได้ซ้อมมาก่อนแล้ว ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบสักพักหลังเด็กหนุ่มพูดจบ แต่...
 
"แต่ว่า, บอสครับ" เสียงอังกฤษที่เข้มไปด้วยสำเนียงอินเดียดังขึ้น สายตาของคนทั้งห้องจับไปยังหนุ่มผิวคล้ำคนนั้น และบอนด์ก็แทบจะยกมือกุมขมับเมื่อเห็นว่าผู้พูดนั้นดูจะอายุห่างจาก Q อย่างมากไม่เกินสองปี "การขังลืมอาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะในหลายกรณีที่มีการขังผู้ร้ายไว้อย่างปิดตาย ในตอนสุดท้ายมันจะกลายเป็นว่าเราไม่ได้เปิดโอกาสให้ตัวคนร้ายกลับใจมาเสนอบอกข้อมูลสำคัญให้กับเรา หรือในกรณีที่แย่กว่านั้น ผู้ร้ายที่เราจับมาได้อาจจะเป็นคนดีที่ถูกเข้าใจผิดก็ได้ และการที่เราไม่รับฟังเขาอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลง" ผู้พูดถอนหายใจออกมาราวกับโล่งอกที่ได้ระบายความคิดออกมา ก่อนจะรีบพูดเสริม "อย่างเช่น แซม วินเชสเตอร์ ในซีซั่นสี่ตอนหลังๆ เริ่มจากตอนที่เขาถูกดีนกับบ๊อบบี้จับยัดในแพนิครูมไงครับ"
 
ได้ยินดังนั้น Q ขมวดคิ้วมุ่นอย่างตรึกตรอง
 
"นายกำลังจะบอกว่า... ถ้าพวกเราขังคนที่มีแนวโน้มว่ามีนิสัยชั่วร้ายไว้ในที่ปิดตาย มันเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะทำให้เขาเขากลับกลายเป็นคนดีอย่างนั้นเหรอ?"
 
"และในทางกลับกัน ถ้าเราเลือกที่จะขังผู้ร้ายไว้ในกรงขังแย่ๆอย่างโหลแก้วทิงเกอร์เบลตรงนั้น เราอาจจะทำให้เรื่องทั้งเรื่องเสียได้ตามเหตุผลที่คุณพูดถึงในตอนแรก" มิเนียนที่เปรียบเสมือนตัวประกอบไร้หน้าอีกคนส่งเสียงตอบ....
 
"เหมือนกับกฏของเมอร์ฟี่ฉบับปรับปรุงแล้วยังไงยังงั้น" ...และก็ได้รับการเออออจากมิเนียนไร้หน้าอีกตน
 
บอนด์ที่บัดนี้ตกอยู่กลางการโยนบทสนทนาไปมาของพวกแผนก Q ก็ได้แต่ยืนนิ่ง นึกสงสัยว่าเขาควรจะยัดซิลวาใส่ห้องขังที่เตรียมไว้ให้สิ้นเรื่องเสียไปเลยดีไหม ขณะเดียวกันพวกมิเนียนทั้งหลายรวมถึง Q ด้วยก็กำลังส่งเสียงหึ่งด้วยความตื่นเต้นของหัวข้อการถกครั้งนี้
 
"ถ้าเราเปรียบกรงขังเป็นดั่งคำอุปมา ในความจริงแล้วเราก็สามารถเปรียบเอาว่าสถานการณ์ทั้งหมดนี้อยู่ใน สมบัติการซ้อนทับควอนตัม..."
 
"...เราก็จะได้สภานการณ์เปรียบเปรยของ Schrödinger's cat!..."
 
"...หรือการตีความแบบพหุโลก..."
 
"...อาจจะสอดคล้องกับทฤษฎีควอนตัมตามแบบโคเปนฮาเกน..."
 
"...เราต้องไม่ลืมว่านี่เป็นการตีความเพื่อความสนุก เป็นการเปรียบเทียบกฏฟิสิกส์ในเชิงวรรณคดี ไม่ใช่ตามทางวิทยาศาสต์..."
 
"...ถ้าเราจะพูดให้กำกวมกันขนาดนั้นทำไมเราไม่เอาทฤษฏีผีเสื้อขยับปีกมาเลยล่ะ...."
 
"...to be or not to be- กรงขังแก้วหรือไม่..."
 
"เห็นแก่พระเจ้าเถอะ!" M ที่ฟังอยู่นานจนความอดทนที่มีอันน้อยนิดตวาดขึ้นในที่สุด "บอนด์, เอาตัวผู้ร้ายจับใส่ห้องขังให้เสร็จเรื่อง" ว่าจบแล้วก็หันมาทางพวกมิเนียนที่ยืนกำลังแข็งเป็นหิน "พวกเธอทั้งหมด, ต้อนตัวเองกลับไปที่ห้องทำงานได้แล้ว และ Q " ราชินีของหน่วยงานหันหน้าไปประจันหน้ากับ Quartermaster, ผู้ที่ทำหน้าเจื่อนอย่างผิดวิสัย "...ในครั้งหน้า, ดูแลลูกน้องของเธอให้ดีกว่านี้"
 
พนักงานแผนก Q ทุกคนเดินไหล่ตกออกไปนอกห้อง เมื่อเดินออกนอกบริเวณสายตาของ M เสียงสนทนาอย่างกระตือรือร้นจึงได้ประทุมาอีกครั้ง M เงี่ยหูฟังก่อนจะพึมพัมใต้ลมหายใจของตัวเอง "ฉันตัดสินใจจ้างกลุ่มเนิร์ดพวกนี้มาทำไมกันนะ?"
 
บอนด์ที่เหนื่อยกับเหตุการณ์ทั้งหมดเกินกว่าจะพูดอะไรออกมา ได้แต่เถียงเจ้านายของตนอยู่อย่างเงียบๆในหัว ว่าบางที M ควรจะเริ่มพิจรณาปัจจัยอายุให้อยู่เหนือกว่าปัจจัยความฉลาดได้แล้ว
 
[End]
 
 
อืม.... รู้แล้วหน่า ไม่ต้องเตือน
 
ฟิคนี้เมาอิ๊บอ๋าย
 
ป.ล. ใครที่รอ hogwarts/the avengers ครอสโอเวอร์อยู่.... ดาวขอโทษนะคะแต่ดาวยังเขียนไม่เสร็จเลย กระซิก

Comment

Comment:

Tweet

@rawi-y-a 
wut wut wut... wutwut...
คนแต่งก็ไม่รู้ว่านี่มันอาร๊ายยยยยย
พวกมิเนียนเป็นอะไรที่เขียนสนุกมาก โมอยากให้ทุกๆคนให้ความรักให้ความสำคัญกับตัวประกอบกลุ่มนี้กันนะเคอะ //น้ำตาไหลพราก

#2 By Haveniverse on 2014-03-24 19:56

นี่มันอาร๊ายย!
ตอนแรกดูเหมือนจะจริงจัง เริ่มแอบฮาตรงที่Qโวยว่าทำไมสิ่งที่ตัวเองไปเสนอมากับมือถูกเอาไปทำเป็นกรงขัง
แล้วถึงกับก๊ากตรง'เหตุการ์จำลองที่เชื่อถือได้' แต่ละเหตุการณ์เราก็รู้ๆกันอยู่ ถถถ ชอบฟิคskyfallของท่านส่วนหนึ่งก็เพราะเหล่ามิเนียนนี่แหละ ป่วนได้ฮามาก มีการแตกหน่อผุดขึึ้นมาดู007ด้วย 
'เราต้องไม่ลืมว่านี่เป็นการตีความเพื่อความสนุก'ตกลงประเด็นมันอยู่ที่ตรงนี้ใช่มั้ย(ขำ//ปวดท้อง)
ปล่อยมุขกันไม่หยุดจริงๆorz

#1 By Rawiya on 2014-03-24 12:56