Haveniverse View my profile

Compilation of My Favorite Version of Mistruth

posted on 22 Mar 2014 16:38 by haveniverse in Diary-Dictionary directory Diary
*โม(คิดว่า)ตัวเองคงจะไม่เขียนฟิคสักพักนะคะ ขอกดปุ่ม pause หยุดหายใจสักครู่
 
 
 
 
Truth is singular, the ‘versions’ are mistruth.
 

1.

บางครั้งตัวฉันก็หลับตาเชื่อความไม่เป็นจริง (mistruth) อย่างสนิทใจ หลับตาเชื่อทั้งที่รู้ดีว่ามันไม่ใช่ความจริง หลับตาเชื่ออย่างไม่คิดจะขุดค้นหาข้อมูล ว่าสิ่งที่ได้ยินมานั้นเคยเกิดขึ้นหรือได้เกิดขึ้นอย่างที่ฉันได้ยินหรือไม่

บางครั้งฉันได้ยินเรื่องเล่า ได้ยินแล้วจึงชอบ และเมื่อชอบก็เลือกที่จะฝังมันไว้ในหัวสมอง และหากได้ยินเรื่องเล่าเรื่องเดียวกันในฉบับอื่นอีกในเวลาถัดมา ฉันก็จะปล่อยให้พวกมันลอยผ่านไปอย่างไร้เยื่อใยไม่คิดจะเก็ยมาใส่หัว ด้วยความที่ได้ปักใจเชื่อแล้วว่าฉบับที่เราชอบนั้นเป็นความจริง มองเมินความจริงที่ถูกต้อง- ความจริงที่เป็นเอกพจน์- ด้วยความถือดี

ถึงจะรู้ว่ามันไม่จริงก็ยังดื้อดึงจะเชื่อ เพราะในที่สุดแล้ว ทำไมการรู้ความจริงถึงเป็นเรื่องสำคัญนักในชีวิตสั้นๆนี้?

 

 

 

 

2.

ฉันเคยได้ยินความไม่จริงของการแต่งเพลง Hey Jude มาจากที่ไหนสักแห่ง ครั้งแรกที่ฉันได้ยินถึงการแต่งเพลงเพลงนั้น มันเป็นมาเช่นนี้:

พอลกำลังนั่งอยู่ในห้องห้องหนึ่ง นั่งเขียนเพลงใหม่ของเขา ตอนที่ฉันได้ยินเรื่องนี้เนื้อหาทั้งหมดนั้นไร้รายละเอียดนัก แต่ฉันก็ยังอดไม่ได้ที่จะจินตนาการว่ากำลังพอลที่หน้าอยู่ที่เปียโนขณะเขียนเพลงใหม่เพลงนั้นของเขา นิ้วมือทั้งสิบพรมลงบนแป้นขาวดำก่อนเขาจะขับร้อง: Hey Jude, don't make it bad. Take a sad song and make it better ไม่ได้ขับร้องเพื่อเป็นการแสดง เหมือนเป็นการลองเสียงมากกว่า ดูว่าคำแต่ละคำนั้นผสมผสานอยู่ข้างกันได้ดีหรือไม่

และนั่นก็เป็นจังหวะที่ริงโกได้เดินเข้ามาในห้องพอดิบพอดี เรื่องที่ฉันได้ยินมาไม่ได้พูดถึงรายละเอียดตรงนี้เช่นกัน แต่ฉันก็ยังจินตนาการริงโกยืนฟังเพลงไร้ชื่อนั้นอย่างสำรวม ปล่อยให้เสียงคอร์ดเปียโนและเนื้อเพลงซึมผ่านร่างของเขาไป จนในที่สุดเขาก็เดินอย่างมุ่งมั่นไปที่กลองของเขาก่อนเริ่มตีมัน

มันต้องเป็นจังหวะนั้น มันจำเป็นที่จะต้องเป็นจังหวะหลังท่อนที่สองที่... ปัง, ปัง, ปัง เสียงกลองดังขึ้น และพอลร้อง ...and anytime you feel the pain. Hey Jude, refrain. ศิลปิลทั้งสองคนเล่นและร้องต่อไปราวกับซักซ้อมกันมาดี ราวกับนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเพลงนี้ และมันก็สมบูรณ์แบบ ทั้งความเงียบที่มีเพียงเสียงขับร้องคลอเปียโนในตอนแรกและความขึงขังของกลองที่ตามมาทีหลัง เป็นจังหวะที่จักรวาลได้ลิขิตมาโดยแท้ และนั้นก็คือเรื่องราวความเป็นมาของเพลง Hey Jude

เรื่องที่ฉันได้เล่าไปข้างต้นนี้ ฉันไม่รู้จริงๆว่าตัวเองไปได้ยินมาจากไหนหรือจากใคร แต่มันไม่เป็นความจริงเลยสักนิด เช่นเดียวกับความน่าเหลือเชื่อของพรหมลิขิตในตัวเรื่อง- ทุกตัวอักษรที่คุณได้อ่านมาเป็นเพียงนิยาย ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังสาบานต่อความไม่จริงฉบับนี้มาตลอด ฉันยังคิดถึงมันอย่างบูชาทุกครั้งที่ได้ยินเพลง Hey Jude และทุกๆครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ฉันแต่งเสริมเติมภาพในหัวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไปจนถึงรายละเอียดร่องรอยความสึกหรอของส้นรองเท้าของริงโก และในเมื่อเรื่องนี้มันไม่ใช่ความเป็นจริง ฉันก็ไม่รู้สึกละอายที่ได้ถือตัวเพิ่มสีและรายละเอียดให้มัน ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ใช่ความเป็นจริง ฉันยังเชื่อมันอย่างสุดใจอยู่ดี

 

 

 

 

3.

ในตอนจบของ Lost in Translation ความรักแบบแพลทโทนิคที่ถูกแสดงแทรกตามเนื้อเรื่องมาอย่างน่าสงสัยพังครืนลงในวินาทีเดียวที่บ๊อบกับชาร์ล็อตจูบกัน ถึงความจริงของเนื้อเรื่องจะถูกแผ่อย่างเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้าของฉันว่าทั้งสองได้ตกหลุมรักกันและกันแล้ว ฉันก็ยังจะเชื่อในความไม่จริงของทฤษฏีที่ตัวเองตั้งขึ้นมาอยู่ดี

ในความคิดของฉันจูบครั้งนั้นเป็นสิ่งที่บริสุทธิ์ที่คนสองคนได้แบ่งให้กันและกัน มันเป็นเพียงพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องชู้สาวเลย

คนหลายคนเชื่อว่าในการกระซิบของฉากสุดท้ายนั้น บ๊อบได้บอกชาร์ล็อคว่า "...go up to that man and tell him the truth, okay?" ไม่ว่าข้อความนั้นจะจริงหรือไม่ มันก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าบ๊อบอยากให้ชาร์ล็อตไปบอกสามีของเธอถึงความสัมพันธ์ลับหลังคนรักของพวกเขา

แต่ในความคิดของฉัน ฉันคิดว่าบ๊อบกำลังบอกให้ชาร์ล็อตรวบรวมความกล้าแล้วไปบอกกับสามีของเธอเสียทีถึงสิ่งที่เขาได้บอกเธอไปก่อนหน้ามากกว่า ที่เขาได้บอกว่าเธอเป็นคนที่งดงาม ว่าเธอฉลาด เธอเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้เป็นเพียงแม่สาวจากนิวยอร์คผู้เย่อหยิ่ง บอกว่าเธอเคยหลงทางเสียมากมายในประเทศญี่ปุ่น แต่เธอได้เจอบ๊อบ และตอนนี้เธอก็ไม่หลงทางอีกแล้ว เธอรู้แล้วว่าเธอต้องการอะไรจากหรือควรจะทำอะไรกับชีวิต หรืออย่างน้อย... เธอก็รู้แล้วว่าความสับสนในตอนต้นเรื่องของเธอนั้นมีรากมาจากไหน

ในความคิดของฉัน ภาพยนต์เรื่องนี้ฉลาดและมีค่าเกินกว่าที่จะมาจบด้วยคำอธิบายง่ายๆว่าตัวละครทั้งสองนอกใจคนรักของตัว ถ้ามันเป็นแบบนั้นมันก็ช่างน่าเบื่อและดื่นดาษ, จริงไหม? ทั้งนักแสดงและผู้เขียนบทเองก็ไม่ได้การันตีถึงความสัมพันธ์ของชายหญิงคู่นี้ และทำไมเราต้องไปสรุปอย่างนั้น

ในความไม่จริงแล้ว ชาร์ล็อตกับบ๊อบไม่ได้มีความสัมพันธ์เกินเลย นอกจากความเป็นเพื่อนที่ช่วยฉุดกันและกันขึ้นมาจากหลุมดำของชีวิต

 

 

 

 

4.

สำหรับฉันแล้วเพลง Norwegian Wood เป็นเพลงที่แต่งให้หนังสือ Noruwei no Mori ของมุราคามิ ไม่ใช่ในทางกลับกัน

เพลงเพลงนี้ไม่ใช่เพลงเรียบง่ายที่แต่งขึ้นมาจากอารมณ์ลึกล้ำของการมีชู้, ไม้สนถูกๆ และการเผาบ้านแก้แเค้นอย่างที่จอห์น เลนนอน และ พอล แมคคาร์ทนีได้พูดไว้ (ถึงแม้ความจริงอันเป็นเอกพจน์ตรงนี้จะฟังดูสนุกดีก็เถอะ) มันเป็นเพลงที่ลึกซึ้งกว่านั้น มืดมนกว่านั้น เหงากว่านั้น น่ากลัวกว่านั้น เศร้ากว่านั้น ความหมายของมันลึกซึ้งเกินกว่าที่มนุษย์จะทำความเข้าใจได้ และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้เพลงเพลงนี้ยิ่งใหญ่นัก

ความคิดนี้อาจจะไม่ใช่ความจริง แต่มันก็โรแมนติคกว่าความเป็นจริง, ว่าไหม?

 

 

 

 

 

5.

มันไม่ใช่ความเอาแต่ใจที่ทำให้เราเลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่เรารู้อย่างแน่แท้ว่าไม่ใช่เป็นความจริง มันไม่ใช่ดั่งบทพูดใน Candide ที่ว่า 'noses were made to wear spectacles; and so we have spectacles. Legs were visibly instituted to be breeched, and we have breeches.' แต่มันเป็นความหวังต่างหากที่ทำให้เป็นแบบนั้น

มันเป็นความหวัง มันเป็นความคาดหวัง มันเป็นความเพ้อฝัน มันเป็นจินตนาการไม่รู้จบ มันเป็นความคิดที่ว่าโลกใบนี้ช่างงดงามกว่าสิ่งที่ดวงตาของเราได้เห็น มันเป็นการวาดฝันเช่นเดียวกับการเหม่อมองไปยังท้องฟ้าที่ดับสนิทในกลางคืน แล้วคิดว่าการอธิษฐานต่อดวงดาวจะทำให้ความปราถนาเป็นจริง

และบางทีการเพิกเฉยต่อความจริงเป็นครั้งคราวเพื่อให้จิตใจรู้สึกชุ่มชื้นขึ้น มันอาจจะไม่แย่อย่างที่คิดก็ได้

ถึงเรื่องที่เราอยากจะทำใจเชื่อจะไม่ใช่ความจริง อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นฉบับที่ชวนจดจำ

Comment

Comment:

Tweet