Haveniverse View my profile

*ด้วยความที่ผู้แต่งไม่ได้ตั้งชื่อฟิคชิ้นนี้ไว้ ตอนแรกโมจึงคิดว่าจะจั่วหัวชื่อเรื่องง่ายๆเป็น Chapter 21: Augustus Waters แต่ด้วยความที่กลัวว่าคนอ่านบางคนที่หลงเข้ามาเห็นอาจจะเข้าใจผิดว่านี่เป็นงานแปลโดยตรงจากผลงานต้นฉบับที่แต่งโดย John Green โมเลยถือทิฐิหยิบเนื้อเพลงจาก The Fault in Our Stars โดย Troye Sivan มาตั้งเป็นชื่อฟิคแทน....นะจุ๊
 
 
 
 
 
 
 
บทที่ 21
 
ออกัสตัส วอเตอร์ส
 
 
 
ฮาเซล เกรซ แลนคาสเตอร์เสียชีวิตไปในแปดวันให้หลังจากที่เรากลับมาจากอัมสเตอร์ดัม ไม่มีใครคาดการณ์มาก่อน ไม่มีแสงไฟวูบวาบหรือเสียงพวกนางพยาบาลตะโกนวุ่นวาย ไม่มีความลับของอารมณ์ที่เปิดเผยในช่วงเวลาสุดท้ายหรือคำบอกลาที่เต็มไปด้วยน้ำตา มันเกิดขึ้นง่ายๆดังที่ว่าในวันหนึ่งเธออยู่ตรงนี้ และในวันต่อมา ทุกส่วนของเธอที่ยังไม่เป็นก้อนมะเร็งก็ถูกยึดกินไปด้วยส่วนที่เป็น
 
โทรศัพย์ดังขึ้นในเวลาสามนาฬิกาสามสิบนาทีของรุ่งเช้า ผมยังครึ่งหลับครึ่งตื่นตอนที่ผมได้ยินเสียงนั้น เสียงที่เหน็ดเหนื่อยมาจากการไม่สามารถทำอะไรได้กับวันที่เต็มไปด้วยโรคร้าย ชื่อของผู้โทรที่ปรากฎคือแม่ของฮาเซล และผมที่ตอนนั้นยังคงสายตาพร่ามัว น้ำเสียงห้าวพร่า ความคิดซึมทื่อ ไม่ได้รู้เลยว่าตัวเองจะพบกับอะไรเมื่อกดปุ่มสีเขียวนั้น
 
"คุณแลนคาสเตอร์?"
 
และหลังจากนั้นทุกอย่างในตัวของผมก็พังครืน เพราะสิ่งเดียวที่ผมได้ยินคือเสียงสะอื้น และผมก็พยายามที่จะเงี่ยหูฟังผ่านเสียงร้องไห้นั้นไปหาเสียงของฮาเซลที่กำลังหัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆหูแม่ของเธออย่างแน่นอนกับการการเล่นตลกที่เยี่ยมยอดครั้งนี้ และมันก็เป็นการเล่นตลกที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่มีทางที่ฮาเซลจะจากไป ไม่มีทางเสียเลยทีเดียว เพราะว่าเธอสบายดีแล้ว และผมต่างหากที่เป็นคนป่วย มันไม่มีทางที่จะเป็นเธอ ไม่ ไม่มีทาง
 
แต่มันไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียงเสียงสะอึกสะอื้นเบาๆของมารดาผู้ที่เสียไปแล้วซึ่งทุกอย่าง และเสียงพึมพำปลอบโยนของพ่อผู้ที่ใจสลายไปตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว
 
พ่อแม่ของผมเข้ามาในห้อง หน้าตางุนงงและโกรธขึง พูดว่า กัส นี่มันเวลาตีสามแล้วนะ แม่ไม่สนว่าลูกไม่สบายอยู่ กลับไปนอนได้แล้ว เจ้าเด็กไร้เหตุผล จนกระทั่งเขาเห็นสีหน้าของผมและโทรศัพท์ที่แทบจะถูกขยี้คามือ ความโกรธทั้งหมดก็ดูจะละลายออกไปจากใบหน้าของพวกเขาและความตกใจก็แทรกเข้ามาแทนที่ พวกเขานั่งลงกับผม พูดคำปลอบใจของคนที่คิดว่าตัวเองเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งๆที่พวกเขาไม่เข้าใจมัน และผมก็แสร้งทำเป็นได้ยิน
 
คนเดียวที่ผมต้องการจะพูดด้วยถึงความตายของฮาเซล เกรซ แลนคาสเตอร์ คือฮาเซล เกรซ
 
ในที่สุดผมก็โทรหาเธอ โทรศัพท์ของเธอส่งเสียงสัญญาณครั้งแล้วครั้งเล่าและในที่สุดก็ส่งไม้ต่อไปยังข้อความเสียง "นี่คือฮาเซล เกรซ แลนคาสเตอร์ แต่ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ทิ้งข้อความไว้นะ" มันส่งเสียงสัญญาณสั้นๆปิด
 
เพราะฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ ผมเคยหัวเราะเวลาที่ผมได้ยินเสียงฝากข้อความของเธอ แต่ตอนนี้มันทำได้เพียงแต่กดผมให้จมลงไปในความว่างเปล่า
 
พ่อแม่ของเธอโทรมาอีกครั้งในช่วงเวลาสายของวัน บอกเล่ารายละเอียดของพิธีศพ ผมเกือบจะยิ้มเมื่อผมคิดว่าเธอจะรู้สึกขยะแขยงเพียงใดกับพิธีเป็นทางการที่พวกเขาคิดจัด "มันจะมีประโยชน์อะไร" เธอคงพูด "กับการทำเรื่องให้ใหญ่โตให้กับคนที่ไม่อยู่ ในขณะที่คนเหล่านั้นคงจะไม่คิดทำให้เป็นเรื่องใหญ่แล้ว จริงไหม? ฉันขอพนันว่าทุกคนในที่นั้นจะพูดถึงการต่อสู้โรคมะเร็ง และความกล้าหาญแข็งแกร่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง บทพูดพวกนั้นจะฟังดูห่างเหินและยอดแย่ อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องทนอยู่ฟังมัน"
 
และมันก็โจมตีผมอีกครั้ง ความจริงที่ว่าเธอจะไม่ได้ไปอยู่ตรงนั้นที่พิธีศพของเธอ และเธอจะไม่มีวันอยู่ที่นี่อีก ไม่อยู่กับผม ไม่อยู่กับใคร ไม่มีวัน
 
พิธีศพถูกจัดขึ้น ณ ดวงใจที่จริงแท้ของพระเยซู ซึ่งเธอคงจะชอบมากกว่าสถานที่อันเหมาะสมอย่างโบสถ์ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่ที่ที่เธอชอบที่สุดบนโลกนี้ก็ตาม พ่อแม่ของเธอยืนเคียงข้างเธอ ถึงแม้ว่า แน่นอน มันไม่ใช่ตัวเธอ พวกเขาก็ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มเศร้าโศกหรือการผงกศีรษะรับรู้ เมื่อเห็นผม รอยยิ้มของพวกเขากลับเศร้าขึ้นไปอีก แต่ก็กลับกว้างขึ้นด้วย ทั้งสองคนกอดผมเมื่อผมเดินไปหยุดอยู่ข้างๆ พ่อของเธอกอดผมเหมือนกับที่เธอเคยทำ แผ่วเบาแต่มั่นคง มันดูราวกับว่าพวกเขาได้แก่ขึ้นหนึ่งร้อยปีแทนเวลาที่ลูกสาวของพวกเขาจะไม่มีวันได้ใช้
 
"ลูกรักเธอ" แม่ของฮาเซลพูดเบาๆ "มากมายนัก" มันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นจะต้องพูด แต่มันก็ยังทำให้รู้สึกดี
 
"เธอรักคุณเหมือนกัน" ผมพูด- รู้สึกโง่เง่าขึ้นมาในทันที- แน่นอนสิว่าเธอต้องรัก "ผม- ผมเสียใจ สำหรับ- ผมเสียใจ"
 
พ่อของเธอยิ้มรอยยิ้มแสนเศร้านั้นอีกแล้ว ก่อนจะขยี้หัวผม และพวกเขาก็เริ่มพูดกับพ่อแม่ของผม ผมจึงถือโอกาสมุ่งหน้าไปยังหีบศพ
 
ตัวท่อออกซิเจนไม่ได้ถูกต่อเข้ายังจมูกของเธออย่างเคย แน่นอนว่าไม่ พวกเขาปลดพวกมันออกไปเพราะเธอไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกต่อไป ผมดีใจที่พวกเขาทำเช่นนั้น เธอรู้สึกเป็นอิสระเวลาที่ปราศจากพวกมัน รู้สึกราวกับเป็นตัวของตัวเองมากกว่าเป็นโรคมะเร็งในตัวของเธอ พวกเขาจัดทรงผมให้เธอในแบบแปลกประหลาดอย่างที่เธอคงจะเกลียด เธอใส่ชุดกระโปรงตัวเดียวกับที่เธอใส่ตอนไป Oranjee อาจจะไม่ถูกตามขนบประเพณีเท่าไหร่ แต่เธอคงจะชอบมากกว่าที่เป็นอย่างนี้
 
ผมคุกเข่าลง และปรารถนาในเวลาชั่ววูบว่าผมกำลังคุกเข่าลงเพื่อสาเหตุอื่น เอื้อมมือไล้ใบหน้าของเธอ ผมกระซิบ "ผมรักคุณ" ไม่รู้ว่าเสียงมากมายขนาดนี้หลุดออกมาจากริมฝีปากของตัวเองได้อย่างไร "ยังคงรักอยู่ โอเคไหม?"
 
เธอไม่ตอบ แน่นอนว่าไม่ ผมโน้มตัวลงจุมพิตแก้มของเธอ "โอเค" ผมตอบแทนเธอ ก่อนเดินออกมา เหล่าผู้คนที่เหลือบมองผมตรงหน้าหีบศพเบือนสายตาของพวกเขาไปอีกทางในทันที
 
พิธีศพที่ถูกจัดขึ้นออกแย่อย่างที่เธอคงคิดเกลียดไม่อยากให้มันเป็น ผมกักเสียงถอนหายใจของตัวเองไว้ข้างในกับคำพูดทุกคำที่หลุดออกมาจากปากผู้กล่าวคำลา จนกระทั่งมันถึงเวลาของไอเซค
 
"ฮาเซล เกรซ แลนคาสเตอร์ เป็นสิ่งไถ่บาปเพียงสิ่งเดียวของกลุ่มบำบัดนี้" เขาเริ่ม "ช่วงเวลาก่อนการแนะนำตัวของเพื่อนผม ออกัสตัส วอเตอร์ส เราสองคนสื่อสารกันด้วยวิธีที่เกือบจะจำเพาะไว้ด้วยการถอนหายใจ ทุกครั้งของหลายครั้งที่ใครบางคนพูดบางสิ่งบางอย่างงี่เง่าน่าขัน ผมจะเหลือบมองไปทางเธอและถอนหายใจ ส่งเสียงให้เบาบางเป็นที่สุด เธอจะพยักหน้าตอบในระดับจุลทรรศ์และถอนหายใจกลับมา" เขาหยุดชะงักชั่วครู่ "ความจริงที่ว่าเธอไม่อยู่ที่นี่อีกต่อไปเป็นสิ่งที่งี่เง่าน่าขันที่สุดของทุกสิ่ง มันไม่ควรจะเป็นไปได้ และไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย และสิ่งที่แย่ที่สุดนั้นก็คือ" น้ำเสียงของเขาแตกพร่า "จะไม่มีใครให้ผมถอนหายใจไปด้วยกันอีกแล้ว" ไอเซคไม่สามารถพูดต่อไปเกินกว่านั้นได้ หรือไม่เขาก็อาจจะเตรียมบทพูดมาเพียงแค่นั้น
 
หลังจากเพื่อนเก่าจากที่ไหนสักแห่งของเธอขึ้นมาพูดถึงสิ่งที่ธรรมดาอย่างที่สุดเกี่ยวกับฮาเซล เกรซที่ยังคงนับได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ พระผู้จัดพิธีก็พูด "ถึงเวลาแล้วที่เราจะฟังคำกล่าวเล็กน้อยจากเพื่อนคนพิเศษของฮาเซล- ออกัสตัส" ผมเหมือนจะได้ยินเธอพูดในหัวขณะที่ผมลุกขึ้นยืน: เพื่อนคนพิเศษงั้นเหรอ? ขอบคุณเถอะ แต่ว่าเขาเป็นแฟนของฉันต่างหาก ดังนั้นผมจึงพูดไปอย่างที่คิด และเหล่าคนฟังก็หัวเราะเล็กน้อยไปกับมัน
 
"ฮาเซล เกรซเป็นหลายสิ่งหลายอย่าง" ผมพูด และหยุด ผมไม่อยากจะอ่านคำสรรเสริญที่ตัวเองได้เขียนเตรียมไว้ มันเป็นบทสรรเสริญอย่างที่ทุกคนอยากจะได้ยิน การเชิดชูสมบัติความดีของเธอ เต็มไปด้วยถ้อยคำสร้างแรงบันดาลใจ มันเป็นบทสรรเสริญอย่างที่เธอจะเกลียดเช่นกัน ผมขยำแผ่นกระดาษ "นี่คือสิ่งหนึ่งเกียวกับฮาเซล" ผมพูด "คนเกือบทุกคนนั้นหมกมุ่นอยู่กับการทิ้งสัญลักษณ์ของตนไว้บนโลก..."
 
ความเงียบครอบงำห้องทั้งห้องชั่วขณะหนึ่งหลังจากผมพูดจบ มันยืดยาว สะเปะสะปะ และอาจจะไม่เหมาะกับสถานที่ไปหน่อย แต่ผมเกือบจะเห็นเธอยิ้มให้กับมัน
 
พิธีจบลงด้วยการสวด และผมก็ไผล่คิดกลับไปจากบทสนทนาของเราสองคนที่ Oranjee ตอนที่เธอพูดว่าเธอไม่เชื่อในอะไรก็ตามหลังความตาย และในขณะนั้น ผมหวังว่าเธอคิดผิด พระเจ้า ผมหวังมากมายเหลือเกิน เพราะความคิดที่ว่าเราสองคนจะไม่ได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งเกือบจะมากเกินกว่าที่ผมจะทนได้
 
ผู้ร่วมพิธีทั้งหลายทยอยกันออกไป ผมเดินกลับไปยังพ่อแม่ ในทันใดนั้น ราวกับว่าเธอเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก แม่ของฮาเซลอุทานก่อนล้วงเข้าไปในกระเป๋าถือของเธอ หยิบอะไรบางอย่างติดออกมาในกำมือ สิ่งนั้น เธอยื่นให้ผม "ฉันคิดว่ามีบางอย่างในนี้สำหรับเธอ" เธอพูด
 
ผมมองมัน "ขอบคุณครับ" ผมล้วงมือเข้าไปในนั้นและพบว่ามันเป็นกล่องบุหรี่ Camel Lights
 
พวกพ่อแม่กำลังเดินลงจากเนินเขาไปยังตัวรถ ผมมองกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าในมือ ของต่างหน้าชิ้นสุดท้าย ชิ้นส่วนสุดท้ายของเนื้อคู่ที่เป็นไปไม่ได้ของผมทีผมมีโอกาสจะได้ประคองไว้ในมือทั้งสอง
 
ผมถึงมวนบุหรี่ออกมาก่อนเอื้อมไปหยิบไฟแช็กที่เก็บไว้ในกระเป๋าหลังของกางเกง ปุ่มของมันแข็งฝืดด้วยความที่ไม่เคยถูกใช้
 
ในตอนนี้ ผมกดมันลง คาบบุหรี่ไว้ระหว่างฟัน ก่อนจุดมันขึ้น
 
[End]

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (49.237.168.30|49.237.168.30) on 2015-09-12 21:23