Haveniverse View my profile

มาแล้วค่า

ไปดู Homecoming แล้วมีความอยากเต๊าะเด็กนิดหน่อยค่ะ (ทั้งที่คุณทอมเค้าอายุเท่าโมเป๊ะน่ะนะ) นี่ก็เลยหาฟิคโทนี่เต๊าะเด็กมาแปลสนองนี้ด๕๕๕๕

ปกติโมชอบอ่านฟิคโทนี่เลี้ยงเด็กนะคะ แบบความสัมพันธ์พ่อดูแลลูกมากกว่า แนะนำฟิคคุณ scifigrl47 มากในอาณาเขตนั้น แต่ฟิคที่แปลมาอันนี้เป็นข้อยกเว้น เพราะมีความเต๊าะชนิดที่พอดีมาก เต๊าะแบบอีกนิดเดียวก็จะคุกอีกนิดเียวก็บาปแล้ว อีกนิดเดียวจริงๆ มันกระชุ่มกระชวย (จะมีใครรู้สึกเหมือนเราไหมนะ)

ไม่ได้แปลอะไรมานานมากแล้ว ยังไงมีข้อติชมอะไรก็บอกกันได้นะคะ

Rating: T
Category: M/M
Fandom: The Avengers, Marvel MCU, Spiderman: Homecoming
Pairing: Peter Parker/Tony Stark, Steve Rogers/Tony Stark
Tag: Steve Rogers/Tony Stark USTIt's really more "making out" than "getting together"
Words: 3 759
 

สตีฟบอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่ยอมให้คลินท์ชวนให้เขากินหล้า โดยหลอกว่าเป็น “กิจกรรมอภิปรายนำเสริมประสบการณ์ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด” อีกเป็นอันขาด

 

 “โอเค กฏหลักนะ” คลินท์พูด พลางเอนตัวพิงพนักบูธที่พวกเขากำลังนั่งกันอยู่ “ต้องเสนอชื่อคนที่เรารู้จัก ห้ามเลือกื่อดาราหรือนักร้องขึ้นมาส่งๆ เลือกคนที่จะเป็นคนแรกที่นายจะมีเซ็กซ์ด้วยในกรณีที่พวกนายกลายเป็นเกย์ในชั่วข้ามคืน”

 

 “แต่ทำไมเรื่องแบบนั้นถึงจะเกิดขึ้นล่ะฮะ?” ปีเตอร์ถาม ตัวทั้งตัวอยู่ในสภาพกึ่งนั่งกึ่งทรุด มีเพียงความดื้อรั้นของเขา และสีข้างของธอร์เท่านั้นที่เป็นสิ่งช่วยค้ำเขาขึ้นไว้ สตีฟอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดกับการปล่อยให้ทีมของเขามอมสมาชิกคนใหม่(และเด็ก)สุดเสียหมดสภาพอย่างนี้ แต่เขาคิดว่าการรับน้องในระดับที่พอเหมาะ…พอควรจะช่วยปรับให้ปีเตอร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้รวดเร็วขึ้น เหมือนกับตอนที่เขาโดนรับเข้าหน่วย Howling Commandos ในสมัยสงคราม

 

อีกอย่าง คงจะดีกว่าถ้าพวกเขาจะทำอะไรๆภายใต้การดูแลของสตีฟ

 

 “พีตตี้ หยุดคิดมากแล้วเริ่มคิดได้แล้ว” คลินท์แนะ

 

 “ทำไมผมไม่เคยเข้าใจสิ่งที่คุณพูดเลยสักอย่าง” ปีเตอร์ถามเสียงหงอย พลางปล่อยให้หัวของเขา ที่พักอยู่บนไหล่ธอร์ไถลบนโต๊ะข้างๆแก้วเบียร์ของเขา สตีฟอดไม่ได้ที่เด็กหนุ่มสามารถคว่ำหน้าตัวเองลงยังพื้นที่เล็กๆที่ยังไม่ถูกครอบครองโดยแก้วช็อตหลากหลายได้พอดี

 

 “เกย์งั้นเหรอ?” สตีฟกระซิบถาม

 

 “ความสัมพันธ์ระหว่างคนเพศเดียวกัน” นาตาชาอธิบาย เธอนั่งชิดติดสตีฟขนาดศอกแนบศอก โน้มตัวเข้าใกล้จนเกือบดูเป็นการข่มขู่ แต่สตีฟคิดว่ามันเป็นเพียงวิธีที่เธอใช้คุมตัวเองไม่ให้หงายหลังไปเท่านั้น ดวงตาของเธอหรี่ปรือแทบปิด และสีหน้าของเธอดูเคลิ้มฉ่ำ สตีฟรู้สึกขอบคุณเธออยู่เสมอกับความอดทนที่เธอมีให้ในการอธิบายศัพย์แสลงต่างๆให้เขาเข้าใจ บางทีมันอาจเป็นเพราะภาษาอังกฤษเองก็ไม่ใช่ภาษาแม่ของเธอ (แม้ว่าถ้าไม่ได้อ่านข้อมูลของเธอมาล่วงหน้า เขาคงไม่สามารถบอกได้จากสำเนียงไร้ที่ติของเธอ) และเธอก็เข้าใจในความลำบากตรงนั้น

 

 “โอเค ฉันเริ่มก่อนก็ได้” คลินท์ยืดตัวตรง กระแทกเหล้าลงคอก่อนคว่ำแก้วช็อตลงกลางโต๊ะ ณ บริเวณที่เขาและนาตาชาได้ใช้เวลาทั้งคืนสร้างหอคอยแก้วด้วยความจริงจังระดับที่สตีฟคิดว่าเขาไม่ควรเข้าไปยุ่ง “ฉันเลือกบรูซ”

 

พร้อมกัน คนทั้งโต๊ะหันไปมองบาร์ฝั่งตรงข้ามของห้องที่บรูซกำลังนั่งอยู่ ศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมเข้มเอียงเข้าหาโทนี่ขณะที่เขาร่างอะไรบางอย่างลงบนกระดาษเช็ดปากอย่างกระตือรือร้น ซึ่งก็ออกจะน่าเป็นห่วงอยู่สักหน่อย สตีฟเตือนตัวเองใหจับตามองทั้งสองคนไว้ ถึงแม้ว่าเขาคงจะมองไม่ออกอยู่ดีว่าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นไหนกันแน่ที่ควรจะเข้าข่ายความวิบัติของมนุษยชาติ ในเมื่อแม้แต่สิ่งของไม่มีพิษมีภัยอย่างโทรศัพย์มือถือหรือทีวียังคงดูล้ำสมัยเกินกว่าที่เขาจะคุ้นชิน

 

ไม่เป็นไร เขาถนัดวิธีควบคุมความเสียหายมากกว่าการยับยั้งปัญหาที่ต้นเหตุอยู่แล้ว

 

ปีเตอร์หันความสนใจกลับมาทางคลินท์โดยที่ไม่แม้แต่จะยกศีรษะขึ้นจากผิวโต๊ะ “ด็อกเตอร์แบนเนอร์เหรอฮะ? ทำไมล่ะ?”

 

 “ดูอารมณ์เขาประมาณพวกเนิร์ดเก็บกดหน่อยๆ ดูก็รู้ว่าเรื่องบนเตียงต้องร้อนแรงแหงๆ แถมผมของเขาด้วยน่ะนะ”

 

โทนี่ได้ขโมยตัวเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ของเขาไป”แนะนำให้ใครต่อใครรู้จัก”ตั้งแต่หัวค่ำ และถึงตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา พวกเขานั่งร่วมกับนักวิทยาศาสตร์อีกจากทีมอื่นๆอีกสองสามคน สตีฟมองออกว่าหนึ่งในนั้นคือรี๊ด ริชาร์ดส์จากพลังของเขา และเขารู้ว่าศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยขนสีฟ้านั้นคือแฮงค์ แมคคอย และคนที่สาม ชายผู้ที่เอนพิงหลังของโทนี่อย่างไม่สนใจในพื้นที่ส่วนตัวของเขา บ่งบอกถึงความเป็นเพื่อนที่ยาวนาน ผมบลอนด์สว่างและร่างผอม พร้อมด้วยรอยยิ้มหว้างสดในและดวงตากระตือรือร้น

 

 “แล้วถ้าเขากลายร่างเป็นฮัลค์ล่ะ?

 

คลินท์ยักไหล่พร้อมยิ้มแสยะ “ก็อาจจะสนุกไปอีกแบบ ฉันหมายถึง... ฮัลค์น่ะตัวโต ฉันพนันว่าเขาคงโตไปทุกส่วนล่ะ”

 

ปีเตอร์ย่นจมูก “อี๋”

 

 “เฮ้ อย่ามาตัดสินรสนิยมกันสิ แล้วนายล่ะว่าไง สไปเดอร์เด็ก? นายต้องตอบคำถามนี้เหมือนกันนะ”

 

“ถ้าในภาคสนามและเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉันเลือกเจสสิก้า ดริว” นาตาชาประกาศด้วยน้ำเสียงชัดเจนมั่นใจชนิดเดียวกับที่เธอใช้ในตอนประชุมแผนรบ เปิดโอกาสให้ปีเตอร์ได้พักหายใจ “ถ้านอกภารกิจ และฉันมีเวลาอธิบายสถานการณ์ให้คู่นอนฉันเข้าใจ ก็เป็ปเปอร์ พ็อตต์”

 

คลินท์ยกมือขึ้นบอก “เดาไว้แล้วว่าอย่างนั้น”

 

นาตาชาเพียงแค่ดื่มเหล้าของเธออีกช็อตก่อนจะวางแก้วเสริมไปในปราการที่สร้างไว้

 

 “ไม่เลือกรองผู้บัญชาการฯงั้นเหรอ?” สตีฟถามก่อนที่จะหยุดตัวเองทัน รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดก่อนที่คำถามจะหลุดออกจาปากด้วยซ้ำ

 

 “แนทชอบคนผมยาว” คลินท์พูด นาตาชาเพียงแค่ยักไหล่อย่างคลุมเครือ และยกมือขึ้นซื้อเครื่องดื่มเพิ่มให้ทั้งโต๊ะ

 

 “แล้วท่านล่ะ กัปตัน” ธอร์ส่งเสียงกระหึ่ม

 

ดวงตาทุกคู่บนโต๊ะหันมาทางเขา สตีฟพยายามปกปิดความกระสับกระส่ายของเขาอย่างไม่ใคร่จะสำเร็จ เขาอะไรไม่ออกนอกจาก “บัคกี้” และก็คิดว่ามันไม่ใช่คำตอบที่สมควรเท่าไหร่ “ถ้าเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ก็คงเป็นใครก็ได้ที่อยู่กับผมในภารกิจนั้น”

 

 “เห่ยยยยยยยยยมากกกกกกกกกกกกก” ปีเตอร์ส่งเสียงมาจากที่ฟุบอยู่บนโต๊ะ

 

 “ข้าคิดว่าการติดสินใจของท่านอิงเหตุผลเกินไปนะ กัปตัน ขณะที่นี่เป็นเกมที่ใช้จินตนาการ”

 

 “นั่นล่ะ แคป มาหน่า คุณต้องเลือกสักคน มันเป็นเกมนะ”

 

คำตอบที่ว่า ทุกคนที่ฉันวางใจพอที่จะเลือกในสถานการณ์นี้ตายกันไปหมดแล้ว ฟังดูน่าหดหู่เกินกว่าจะพูดมุขตลก แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ทีมของสตีฟก็มีอารมณ์ขันค่อนข้างมืดดำอยู่แล้วไม่ใช่รึไง หรือเขาควร...?

 

ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

 

 “อ่า ขอผ่านไปก่อนได้ไหม? ค่อยวนกลับมาถามผม”

 

 “ได้สิ ได้เลย” คลินท์พูดอย่างเป็นกันเอง

 

สตีฟเกือบจะอยากตอบว่า “นิค ฟิวรี่” เพราะเขารู้จักฟิวรี่มานานที่สุดและก็คิดว่าต่างฝ่ายคงต่างจะไม่เก็บมาใส่ใจนักกับเหตุการณ์ในสมมุติ สตีฟแอบมองเลยไปทางโต๊ะอีกโต๊ะที่ตั้งอยู่ในเงามืดของมุมห้อง ที่ที่ฟิวรี่กำลังนั่งดื่มอยู่ด้วยความมุ่งมั่นชนิดชวนหดหู่ เขาดวดสลับกับโลแกน หรือที่รู้จักกันในชื่อวูฟเวอร์รีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ... อ่า ตอนที่สตีฟได้เจอเขาครั้งแรก เขายังใช้ชื่อว่า “จิม” มาเรีย ฮิลล์นั่งอยู่ฝั่งซ้ายของฟิวรี่ดูท่าทางเบื่อหน่าย และข้างขวาของวูฟเวอร์รีน เอเจนต์โคลสันนั่งด้วยสีหน้า... สีหน้าแบบโคลสันทั่วไป เขาเป็นคนที่เปลี่ยนสีหน้าไม่บ่อยนัก

 

สตีฟอดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าฟิวรี่อาจตรัสรู้ได้ทันทีว่าสตีฟกำลังจะลากชื่อเสียงของเขาเข้ามาในสถานณ์ที่ไม่ค่อยจะเหมาะสมเสียเท่าไหร่ และให้อาจจะสั่งให้เขาตายเสียตรงนั้น แต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สตีฟหลบสายตาก่อนพยายามจะลบความคิดเกี่ยวกับฟิวรี่ออกจากหัว

 

 “เฮ้” ปีเตอร์ถ้วง “ทำไมเวลาแคปขอ คุณพูด “ได้สิ ได้เลย” ทันที แต่เป็นผมนี่กลับเป็น “หุบปากและตอบคำถามซะ ไอ้หนู” ล่ะ?”

 

 “เพราะแคปเป็นคนดี และนายเป็นแค่เด็กน้อยไง เด็กหัวเกรียนตัวน้อยๆที่คออ่อนซะด้วย เอาล่ะ หุบปากแล้วตอบคำถามซะ เจ้าหนู”

 

 “ผมขอผ่านด้วย!”

 

 “ธอร์, เบบี้, แล้วคุณล่ะ? และถ้าคุณตอบว่าโลกินะ ผมคงต้องลุกขึ้นและหนีหาย จะหลบหน้าไปเป็นเวลาช่วงใหญ่ๆให้ใครหาไม่เจอเลยล่ะ”

 

 “ให้ตายเหอะ ธอร์ ตอบเขาสิว่าเป็นโลกิ” ปีเตอร์วอน ผงกหัวตัวเองไปอีกทางเพื่อส่งสายตาอ้อนขอไปยังชาวแอสการ์ด “ถึงแม้คำตอบคุณจะไม่ใช่โลกิก็ตอบเถอะ คลินท์จะหยุดพูดเชียวนะ”

 

 “หยุดพูดกับธอร์ ซึ่งก็แปลว่าฉันจะพูดกับนายมากขึ้น

 

 “พระเจ้า, ธอร์, อย่าพูดว่าโลกินะ”

 

 “หากขึ้นกับการตัดสินใจของข้า ก็คงจะไม่วาดเส้นแบ่งเลือกสหายเพียงผู้เดียวจากผู้กล้าทุกคนที่คู่ควร”

 

ปีเตอร์กระพริบตา “ฮะ?”

 

 “แรดนี่หว่า” คลินท์พูด

 

ธอร์ยักไหล่ และแม้กระทั่งในพื้นที่อันเบียดเสียดของซุ้มที่นั่ง ผ้าคลุมสีแดงสดของเขากระเพิ่มเป็นคลื่นอย่างสง่าสงาม “ข้ามองเห็นความน่าดึงดูดแตกต่างในตัวพวกท่านทุกคน แต่หากจะบังคับให้เลือกแค่หนึ่ง...” เขาเอามือลูบคางอย่างกรุ่นคิด “ก็คงจะเป็นชายแห่งชุดเกราะ”

 

 “โทนี่ สตาร์กเหรอฮะ?” ปีเตอร์ยอมดึงตัวเองขึ้นนั่งเพียงเพื่อที่จะได้แยกเขี้ยวใส่ธอร์ได้เต็มความตั้งใจ

 

 “ถูกแล้ว”

 

 “อารมณ์ไม่เสถียร” นาตาชาประกาศ เธอได้รวบรวมแก้วช็อตมาได้จำนวนหนึ่งและในตอนนี้กำลังเริ่มสร้างสิ่งที่สตีฟมองว่าเป็นป้อมทหารยาม

 

 “ให้ตายสิ” คลินท์พูด “ถ้าเอาอะไรมาอุดปากไว้ไม่ให้พูดก็คงไหว” และก็หยุดพิจารณา ความครุ่นคิดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา “อืม...”

และในทันใดนั้น สตีฟก็วาดภาพออกเช่นกัน ด้วยความชัดเจนและรายละเอียดชนิดที่เขาคงต้องวาดลงบนผืนกระดาษถึงจะสลัดออกจากหัวได้ เขาหวังเป็นอย่างมากว่าแสงสลัวในที่นี่จะช่วยบดบังไม่ให้เห็นสีซับเลือดที่เริ่มไต่ตามลำคอคอไปจนใบหูของเขาอย่างรวดเร็ว

 

 “ทำไมถึงเลือกโทนี่ล่ะ” สตีฟถามก่อนที่เขาจะหยุดตัวเองได้ เป็นความสงสัยชนิดที่ไม่เคยรู้สึก เขารู้ดีว่าธอร์กับโทนี่เข้ากันได้ดี แต่ไม่เคยรู้ว่าทั้งสองคนเข้ากันได้ดีขนาดนั้น หากจะให้สารภาพแล้ว สตีฟมักจะแอบอิจฉาอยู่เสมอ กับการที่ธอร์กลายมาเป็นเพื่อนกับสมาชิกของกลุ่มผู้ที่หยาบกร้านที่สุดได้ง่ายดายขนาดนั้น

 

 “ช่าย เขาเป็นมนุษย์นะ” ปีเตอร์พูด “คุณจะไม่... พูดยังไงละ... เผลอทำเขาพังรึไง?”

 

 “ข้าจะอ่อนโยน และโทนี่ก็แข็งแกร่ง แข็งแกร่งกว่าที่คนหลายคนจะเข้าใจ เขาต่อสู่ตัวเองและคนทั้งโลก- อยู่อย่างต่อเนื่อง- ในสนามรบที่ไม่มีวันจบ และดูคล้ายจะไม่มีวันชนะ แต่เขาก็สู้”

 

 “อา...” ปีเตอร์พูด พลางใช้ปลายนิ้วของเขาเคาะจมูกเป็นนัย “เหตุผลแบบเทพนอร์ส ผมเข้าใจ”

 

 “โทนี่กล่อมแม้กระทั่งวิญญานของภูผา เขาหลอมเหล็กเป็นสิ่งประดิษฐ์สวยงามอันตราย เขากักสายฟ้าไว้ในอกของเขา”

 

 “พอพูดอย่างนั้นก็ฟังดูดีล่ะฮะ”

 

 “เขาเป็นเช่นนั้น” ธอร์พูดอย่างจริงจัง “ท่านเองก็เคยกล่าวชมตัวของเขาไว้เช่นเดียวกันมิใช่รึไง ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์”

 

 “อ่าฮ่า” คลินท์ตะโกน และชี้ไปยังนาตาชาที่เมาพอที่จะกลอกตาใส่เขาก่อนที่จะหยิบเหล้าขึ้นมากินอีกหนึ่งช็อต

 

 “นั่นมัน--!” ปีเตอร์ออกท่าทางร้อนตัว “ผมไม่ได้พูดงั้นนะ!”

 

 “แค่ ‘ชื่นชม’” ธอร์พูดเสียงตัวอย่างมีความหมาย

 

 “ใช่! แค่ชื่นชมนะฮะ ไม่ได้ชื่นชอบ มีความแตกต่างเยอะแยะ-เยอะแย้ม?—อย่างมาก...มากเลยครับ เป็นสองสิ่งที่แยกอยู่สองอย่างและก็แยกไม่เปลี่ยน!”

 

 “อดคิดไม่ได้ว่าการคัดค้านเอิกเกริกของท่านเป็นเพียงการทำให้เราไขว้เขวจากความจริงที่ท่านไม่ประสงค์ให้เราเห็น”

 

สตีฟยังสร่างพอที่จะเห็นมุมปากของธอร์ที่ตวัดขึ้นเล็กน้อย และนัยน์ตาที่หลิ่วล้ออย่างเป็นนัยยะว่านี่เป็นเพียงการกระเซ้า แต่เขาคิดว่าปีเตอร์คงมองไม่เห็นมัน

 

 “ไม่ฮะ!” ปีเตอร์ร้องเสียงแหลม “ไม่มีความจริง! ผม- ผมหมายถึง... จริงอยู่ที่มิสเตอร์สตาร์กออกจะเท่ห์ เทคฯทุกตัวของเขาเปลี่ยนทุกคำจำกัดความว่าเทคโนโยลีสมัยนี้ควรจะก้าวหน้าได้ขนาดไหน แถมกล้ามของเขา แขน..ของเขา- ออกจะล่ำไปมากสำหรับคนทำงานระดับสูงแบบนั้น หนวดของเขาเหมือนกัน... คงจะนุ่ม- แต่ผมมีแฟนผู้หญิงอยู่แล้วนะ! มันไม่จำเป็นว่าผมกำลังชมเขาแค่เพราะผมจะอยากจูบเขา”

 

หน้าของปีเตอร์สลับสีแดงหลายเฉดสีในเวลาอันสั้นอย่างน่าตกใจ และสตีฟก็เกือบจะออกปากปรามทุกคนเสียแล้ว หากแต่รู้สึกถึงใครบางคนที่ปรากฏกายข้างเขาเสียก่อน สตีฟหันไปกลับไปมองผู้มาใหม่ด้วยความรู้สึกโหวง และก็เป็นคนที่ทุกคนกำลังพูดถึงอย่างที่คิดไว้ โทนี่ สตาร์กพิงสะโพกของเขาข้างไหล่ของสตีฟ มาร์ตินี่พร้อมในมือและรอยยิ้มเยาะพร้อมมุมริมฝีปากต็มที่ไม่เคยขาด โครงขาของเขากดเป็นความร้อนข้างลำแขนของสตีฟ “คุยอะไรกันอยู่เหรอ?”

 

 “ว่าใครจะอยากมีเซ็กซ์กันนาย” คลินท์ตอบทันควัน

 

 “ผมไม่อยาก!” ปีเตอร์พูด และสตีฟก็ทำหน้าแหย ปีเตอร์เป็นเด็กใหม่ เขายังไม่รู้ว่าสองสิ่งที่จะดึงความสนใจของโทนี่ได้อย่างแน่นอนคือเสียงดังและการประกาศเจตนารมณ์หนักแน่นเกี่ยวกับอะไรสักอย่าง

 

และแน่นอน ดวงตาสีเข้มมุ่งตรงและจับไปยังใบหน้าแดงก่ำของปีเตอร์ทันที รอยยิ้มกว้างขึ้นเป็นแสยะ “อย่างงั้นเหรอ?”

 

 “ช่าย” คลินท์ลากเสียง “ปีเตอร์เพิ่งพูดเมื่อกี้ ว่าเขาจะไม่- ไม่มีวันที่จะจูบนาย ไม่แม้กระทั่งถ้าโลกทั้งใบจะถล่มลงมา”

 

 “ไม่ใช่ที่ผมพูดนะฮะ!” ปีเตอร์ร้องเสียงแหลม “หยุดใส่ร้ายผมนะ!”

 

ปีเตอร์มีสัญชาตญาณที่ดี แต่เขาคงยังไม่รู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในที่นั่งลำบากเสียระดับไหน­ ถ้าโทนี่ยืดตัวเต็มความสูงและส่งเครื่องดื่มของเขาให้สตีฟด้วยท่าทีมีอำนาจในลักษณะนี้

 

 “โทนี่...” สตีฟส่งเสียงเตือน และถูกเมินเฉยอย่างง่ายดาย

 

 “เขยิบหน่อยสิ” โทนี่บอกคลินท์ ผู้ที่ลุกยืนและเดินหลีกทางให้โดยสิ้นเชิง

 

 “อ่าฮะ ไม่ล่ะ ฉันยอม” นักธนูประกาศ เอื้อมมือหยิบเครื่องดื่มของเขาและเดินไปที่บาร์ ที่ที่บรูซยังคงร่างแบบอะไรสักอย่างที่บัดนี้ได้มีส่วนประกอบเป็นถั่วลิสงและเพร็ทเซลแล้ว โดยยังมีชายผมสีบลอนด์ยืนดูพร้อมพยักหน้ารับอย่างกระตือรือต้น

 

โทนี่ปล่อยคลินท์ผ่านไปอย่างว่าง่าย เลื่อนตัวเข้าไปยังข้างตัวปีเตอร์ที่บัดนี้ว่างเปล่า รุกรานเข้าไปในพื้นที่ส่วนตัวของปีเตอร์ แขนทั้งสองข้างยกขึ้นพักบนพนักเก้าอี้ ข้างหนึ่งโอบบนไหล่ของปีเตอร์อย่างง่ายดาย เขามองปีเตอร์อย่างมีเลศนัยจากหางตา และได้รับนัยน์ตาเบิกโพลงเป็นการตอบรับ “จริงเหรอ ปีเตอร์? ไม่มีวันเลยใช่ไหม?”

 

 “ผมไม่ได้หมายความว่า…” โทนี่ลากปลายนิ้วของมือข้างที่อิงอยู่ใกล้ลำคอของปีเตอร์ขึ้นไล้ตามซอกคอของเขา ปีเตอร์ปล่อยตัดจบประโยคของเขาด้วยเสียงเล็ก นัยน์ตาเบิกกว้างยิ่งขึ้น

 

โทนี่มีวิธีของเขา กลยุทธ์ที่ฝึกปรือจนคล่อง การเคลื่อนไหวอย่างชำนาญ มือของเขาฉวยเข้าที่ศีรษะของปีเตอร์ และอีกมือเกี่ยวเข่าของเด็กชายขึ้นมาบนตัก และ...จูบ โทนี่เริ่มต้นอย่างอ่อนหวาน เกลี้ยกล่อม เพียงสัมผัสแผ่วเบาจากริมฝีปากปิดสนิท ฟันขบลงบนริมฝีปากล่างของปีเตอร์เบาบางในขณะที่ดวงตาของปีเตอร์ปิดลงสนิทและเขาเริ่มครางอ่อน จากนั้น มือของโทนี่- ในจุดอับสายใต้ขอบโต๊ะ- มือของโทนี่ทำอะไรบางอย่างที่ทำให้ปีเตอร์เอ่นหลังตรงและอ้าปากหอบ และพวกเขาก็จูบกันอย่างร้อนแรง

 

สตีฟคิดว่าเขาพอจะรู้ ว่าการจูบมีหลายประเภท เช่นเดียวกับที่ตัณหามีหลายระดับ ประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกับภาพตรงหน้าเขาที่สุดที่เขาเคยสัมผัสมา เกิดขึ้นท่ามกลางความดุเดือดของสนามร ตอนต่างฝ่ายต่างกำลังมุ่งหน้าไปยังความตาย ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีเวลาเหลือจะประมวลความหมายของมัน ไม่แม้แต่จะมีเวลาดื่มด่ำ มีคนบอกเขาว่าหนังบางเรื่องของยุคนี้จะช่วยให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เขาไม่เคยสัมผัส แต่สตีฟไม่เคยที่จะสนใจมันเท่าไหร่ แม้แต่บัคกี้ที่เคยตามล่าสาวๆอย่างกระตือรือร้นและชำนาญ สตีฟก็มักจะเบี่ยงสายตาหลบหรือหลบหน้าไปดื้อๆ

 

แต่ตอนนี้ เขาไม่สามารถถอนสายตาออกจากภาพข้างหน้าได้ เขาไม่อยากถอนสายตา

 

ปีเตอร์ ผู้เป็นเด็กและใจร้อนกว่า พยายามครั้งแล้วครั้งเล่าที่จะขโมยบังเหียนเข้ากุมจังหวะของการจูบ แต่โทนี่รั้นไม่ยอม- เป็นคนที่หัวแข็งและควบคุมยากที่สุดที่สตีฟเคยเจอมา เขาจับผมปีเตอร์และกระชากออกในช่วงเวลาที่เด็กชายพยายามจะตีตื้นเข้าใกล้ ริมฝีปากกดลงตามเส้นโค้งของลำคอของเด็กชาย และพวกเขาก็จูบกันต่อ มือทั้งสองข้างของโทนี่โอบใบหน้าของปีเตอร์และเอียงศีรษะให้เข้ามุมและจังหวะ โอบอุ้มควบคุมด้วยสัมผัสอ่อนโยนยืนกราน และปีเตอร์ก็ส่งเสียงครางเล็ก กระตือรือร้น พยายามจะบิดตัวเข้าหาให้ใกล้ขึ้น

 

ด้วยความรวดเร็วและราบรื่นเช่นตอนเริ่ม โทนี่ลดความร้อนแรงของการจูบลง ถอยห่างทีละจังหวะจนกระทั่งทั้งสองเพียงแค่หอบหายใจบนริมฝีปากกันและกัน เมื่อปีเตอร์พยายามจะดึงตัวเขาเข้าใกล้ โทนี่ฉวยข้อมือทั้งสองของเขาและไขว้เก็บไว้ด้านหลังของปีเตอร์อย่างง่ายดาย

 

สตีฟรู้ดีว่าหากปีเตอร์สามารถออกแรงหักข้อมือของโทนี่ได้ง่ายดายหากขาต้องการ พลังเกินมนุษย์เป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลของสไปเดอร์แมนที่ชิล์ดมีให้อ่าน แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น หลังจากการขัดขืนเพียงเล็กน้อย ปีเตอร์ยอมแพ้ เขาเกร็งหลังเล็กน้อยเพื่อผ่อนแรง เอนตัวเข้าใกล้โทนี่ให้มากที่สุดเท่าที่โทนี่จะยอม ตาหรี่ปรือขณะที่เขามองหน้าโทนี่เพื่อหาสัญญานใดๆ

 

 “สรุปจะยอมเป็นเกย์ให้ใคร?” โทนี่พึมพำบนริมฝีปากของปีเตอร์ ผ่อนแรงข้อมือเล็กน้อยก่อนกำแน่นเมื่อปีเตอร์แสดงท่าทีจะหนี

 

 “คุณครับ” ปีเตอร์พูดระหว่างการหอบกระชั้น

 

 “เด็กดี” โทนี่พูด ขบเบาๆลงบนริมฝีปากบวมแดงของปีเตอร์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปล่อยให้เป็นอิสระ เขาวางปีเตอร์ให้ห่างตัวเขามากที่สุดเท่าที่ที่นั่งจะอำนวย ก่อนลุกขึ้นยืน “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ทีมนะ ปีเตอร์”

 

เขาหยุดเพียงเพื่อที่จะหยิบเครื่องดื่มกลับจากมือของสตีฟ พร้อมขยิบตาให้เล็กน้อย สตีฟถึงได้รู้ตัวว่าตนได้ปล่อยปากให้อ้าค้างอยู่ เขาหุบปากปิดอย่างรวดเร็ว พยายามทำตัวให้ดูปกติเท่าที่ความตื่นตัวของเขาจะยอมให้ได้ โทนี่ยิ้มแสยะใส่นาตาชาก่อนจะเดินทอดน่องไปทางโต๊ะที่ฟิวรี่ยังคงนั่งดื่มอยู่ด้วยความมุ่งมั่นของสุนัขบ้า

 

ธอร์จิบเบียร์ของเขาก่อนจะมองลงไปยังปีเตอร์ “รู้สึกอย่างไรบ้าง สหายข้า”

 

 “โทนี่ ฟัคกิ้ง สตาร์ก” ปีเตอร์พูด เสียงแตกพร่า เลือดสูบฉีดทั่วทั้งหน้า

 

 “ถูกต้องที่สุด” ธอร์พูดเสียงกระหึ่ม พอใจกับการที่ได้กลับมาเป็นที่พิงให้ปีเตอร์ที่กำลังพยายามสั่งลมหายใจให้เป็นปกติ

 

 “แล้ว?” นาตาชากระซิบด้วยเสียงต่ำอย่างที่ให้สตีฟได้ยินคนเดียว เท้าของเธอเคาะเบาๆที่ข้างเท้าของเขา “คำตอบของคุณล่ะ กัปตัน?”

 

สตีฟทิ้งตัวลงต่ำลงไปอีกในเก้าอี้ของเขา นึกสงสัยว่าจะเป็นไปได้ไหมหากเขาจะไถลตัวหายลงไปทั้งตัวเพื่อเลี่ยงการตอบคำถามของเธอ จริงอยู่ว่าเขาไม่จำเป็นจะต้องตอบอะไรเธอก็ได้ แต่ในเมื่อความคิดมันเข้ามาในหัวของเขาเสียแล้ว กดย้ำอยู่ในฟันของเขาอย่างพยายามเป็นอิสระ มันคงจะดีกว่าถ้าเขาพูดมันออกมาให้จบๆไป แทนที่จะพูดโพล่งออกมาในช่วงเวลาอื่น

 

 “โทนี่” เขารู้สึกเหมือนกับทุกส่วนของเขากำลังแตกเป็นเสี่ยงๆด้วยความต้องการ และบอกตัวเอง ตั้งสติไว้ สตีฟ “ผมจะ... ถ้าเป็นโทนี่ ถ้ากับโทนี่”

 

นาตาชาเอียงคอและเลิกคิ้วของเธอไปทางคลินท์ ผู้ที่กำลังนั่งประชิดและยังขยับตัวใกล้บรูซเข้าไปอีกเรื่อยๆ เขายังอุตส่าห์เห็นเธอจนได้ ด้วยรอยยิ้มเยาะที่ส่งกลับมาทางเธอ เขายกแก้วช็อตแกล้งวันทยหัตถ์ ก่อนกระแทกมันลงคอ

 

 [End]

 


เวลาแปลหรือเขียนฟิคเป็นภาษาไทย ความหนักใจที่สุดสำหรับโมนี่จะอยู่ที่สรรพนามนี่แหละค่ะ ยอมรับเลยว่ามีฟิคหลายเรื่องเหมือนกันที่แต่งและแปลค้างไว้ไม่ได้ต่อเพราะท้อเรื่องสรรพนาม ๕๕๕๕

ของเรื่องนี้ที่หนักใจสุดก็คือพี่ธอร์ค่ะ ไม่รู้จะให้เธอพูดยังไงให้ไม่ดูลิเก ถ้าใครมีข้อเสนอแนะยังไงมาตรงนี้ก็กระซิบบอกหน่อยนะคะ

โมห่างจากการแปลฟิค/เขียนภาษาไทยมานานพอสมควร ยังไงๆก็ช่วยใจดีกับความผิดพลาดที่โมมองไม่เห็นหน่อยนะคะ 

 

สวัสดีค่ะ

 

edit @ 11 Jul 2017 00:44:33 by Haveniverse

edit @ 11 Jul 2017 00:47:48 by Haveniverse

Comment

Comment:

Tweet